การพัฒนากรอบการจัดหาเงินทุนสำหรับการนำการดำเนินงาน ตามวาระใหม่แห่งการพัฒนาเมือง (New Urban Agenda : NUA) ไปปฏิบัติในทุกระดับ

      ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 - 2579) ซึ่งเป็นโครงการเชิงสังคมขนาดใหญ่ที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำ และประชาชนกลุ่มเป้าหมายของโครงการเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มีความเสี่ยงทางการเงินสูง 
     หากไม่สามารถขายหรือก่อสร้างได้ตามแผนที่วางไว้หรือเกิดปัญหาในกระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและผลการดำเนินงานของ กคช. อย่างมีนัยสำคัญได้ ซึ่งหากมีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี  จะไม่ได้รับการค้ำประกันเงินกู้จากกระทรวงการคลังตามพระราชบัญญัติ การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548
     การดำเนินงานตามภารกิจหลักข้างต้น จะต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากและต้องนำไปใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ กคช. ต้องปรับตัว โดยพิจารณาหารูปแบบการระดมทุนใหม่ๆ แบ่งเป็น
        1) โครงการเชิงสังคมสำหรับผู้มีรายได้น้อย 
          มีผลตอบแทนทางการเงินไม่สูงมากแต่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง (High risk Low Return)รัฐบาลจะสนับสนุนในลักษณะของเงินอุดหนุน เพื่อชดเชยส่วนที่เกินความสามารถในการจ่ายของผู้มีรายได้น้อย หรือการให้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำโดยกระทรวงการคลังให้การค้ำประกันเพื่อลดต้นทุนการกู้เงิน และจะต้องให้ความสำคัญกับการจัดทำความเหมาะสมและความคุ้มค่าในการลงทุนของแต่ละโครงการ (Feasibility study) การวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทานในรายพื้นที่ ทำเลที่ตั้งโครงการ ขนาดและรูปแบบที่อยู่อาศัย ที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ได้มานั้นสูงกว่าต้นทุนของเงินทุน (Cost of capital)  
      2) โครงการเชิงพาณิชย์ (หารายได้) หรือโครงการสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนสูง 
           2.1 การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private partnerships : PPP) การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ จะเป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการใช้ทรัพยากรรวมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการจัดสรรความเสี่ยงอย่างเหมาะสมระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยพิจารณาจากฝ่ายที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยง ในแต่ละประเภทได้ดีที่สุดเป็นผู้รับความเสี่ยงนั้น ๆ (Win-Win Situation)
           2.2 การระดมทุนในตลาดตราสารหนี้และตราสารทุน โดยการนำสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ จัดเป็นกองสินเชื่อเพื่อทำการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) หรือการระดมทุนเพื่อดำเนินธุรกรรมในตลาดทุนโดยการจัดตั้งกองทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อระดมเงินทุนจากภาคเอกชนทั้งสถาบันและรายย่อยเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนพัฒนาโครงการ เน้นการลงทุนในโครงการที่ก่อสร้างเสร็จและมีรายรับจากการดำเนินงานแล้ว (ฺBrownfield project) มีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าการกู้เงินหรือการออกพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูง เพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการลงทุน 

โครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย

        ตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 - พ.ศ.2579) มีครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยกว่า 3.59 ล้านครัวเรือน ที่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หากประชาชนกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงิน จะทำให้ครัวเรือนกว่า 1 ล้านครัวเรือน ไม่มีโอกาสเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถบรรลุเป้าประสงค์ของแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 - พ.ศ.2579) ภายในปี พ.ศ.2579 ได้
      การเคหะแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 - พ.ศ.2579) มีภารกิจในการดำเนินการให้ประชาชนกว่า 2.27 ล้านครัวเรือน เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานในระดับราคาที่รับภาระได้ (Affordable Housing) ได้ดำเนินการศึกษากลไกการเงิน เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงที่อยู่อาศัย โดยมีบทสรุปว่าควรมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยให้สามารถซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ โดยการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 เห็นชอบการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2562 อนุมัติในหลักการให้การเคหะแห่งชาติดำเนินการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ภายในกรอบวงเงิน 5,207 ล้านบาท และเปลี่ยนชื่อเป็น “โครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย”
      การดำเนินงานของโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในปีงบประมาณ 2563 และปีงบประมาณ 2564 ณ เดือนธันวาคม 2563 กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย จำนวน 86 ครัวเรือน ประมาณ 258 คน ได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานในระดับราคาที่รับภาระได้ เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นผู้มีรายได้น้อยตกงาน ได้รับค่าแรง/ค่าจ้าง/เงินเดือนต่ำกว่าเดิม การเคหะแห่งชาติจึงมีมาตรการขับเคลื่อน เช่น ลูกค้าที่ถูกสถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเชิงสังคม หากมีความประสงค์ขอคืนเงินดาวน์ การเคหะแห่งชาติคืนเงินดาวน์ให้แก่ลูกค้า หากลูกค้าประสงค์ทำเช่าซื้อให้ลูกค้าชำระเงินค่าเช่าซื้อ งวดที่ 1 จำนวน 99 บาท รวมถึงการให้เช่าซื้อดอกเบี้ย 0% ในปีแรก เป็นต้น โดยคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 จะมีกลุ่มเป้าหมายได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยเพิ่มอีก จำนวนประมาณ 1,092 ครัวเรือน หรือประมาณ 3,276 คน และตลอดระยะเวลา 30 ปี ของการดำเนินงานจากวงเงินตั้งต้น 5,207 ล้านบาท จะสามารถช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยกว่า 70,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 210,000 คน ให้เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานในระดับราคาที่รับภาระได้ ตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 - 2579)